


ทำตา
การ "ทำตา" หรือในทางการแพทย์เรียกว่า "การศัลยกรรมตาสองชั้น" (Blepharoplasty) คือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขหรือตกแต่งบริเวณเปลือกตา เพื่อให้เกิดชั้นตาที่ชัดเจนขึ้น หรือเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับดวงตา


โดยความหมายและจุดประสงค์ของการทำตาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้านหลัก ๆ ดังนี้
1. ด้านความงาม (Cosmetic)
คือการผ่าตัดเพื่อให้ดวงตาดูสวยงามและได้สัดส่วนมากขึ้น เช่น:
-
สร้างชั้นตาใหม่: เปลี่ยนจากตาชั้นเดียว (ตาหมวย/ตาตี๋) ให้เป็นตาสองชั้น เพื่อให้ดวงตาดูโต กลมมน และดูหวานขึ้น
-
ปรับชั้นตาให้ชัดเจน: สำหรับคนที่มีตาสองชั้นอยู่แล้วแต่ชั้นตาหลบใน (เห็นไม่ชัด) หรือชั้นตาสองข้างไม่เท่ากัน
-
ปรับรูปทรงดวงตา: เช่น การทำให้หางตาเชิดขึ้น (Foxy Eyes) หรือการเปิดหัวตาเพื่อให้ตาดูยาวและกว้างขึ้น
2. ด้านการรักษาและแก้ไขปัญหา (Functional & Corrective)
คือการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตหรือทำให้หน้าดูโทรม เช่น:
-
แก้ปัญหาหนังตาตก (Ptosis): เมื่ออายุมากขึ้นผิวหนังบริเวณตาจะหย่อนคล้อยลงมาปิดลูกตา ทำให้ดูแก่กว่าวัย หรือในบางรายหนังตาตกลงมาบดบังการมองเห็น
-
แก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง: เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ตาดูปรือเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้เทคนิคการรักษาที่ซับซ้อนกว่าการทำตาสองชั้นทั่วไป
-
กำจัดไขมันส่วนเกิน: สำหรับคนที่มีเปลือกตาหนาหรือบวมตุ่ยจากไขมันสะสม ทำให้ตาดูหนักและไม่สดใส
ทำตาสองชั้นมีกี่แบบ? เลือกให้เหมาะกับปัญหาตา
แต่ละคนมีพื้นฐานดวงตาไม่เหมือนกัน การเลือกเทคนิคที่ถูกต้องจึงสำคัญมากครับ

-
เทคนิคเย็บจุด (แบบไม่กรีด): * เหมาะสำหรับคนที่มีชั้นตาอยู่บ้างแล้ว หรือเปลือกตาบาง ไม่มีไขมันส่วนเกิน
ข้อดี: แผลเล็กมากเท่ารูเข็ม ไม่ต้องพักฟื้นนาน ดูเป็นธรรมชาติสุดๆ
-
เทคนิคกรีดสั้น (Short Incision): * เป็นการกรีดแผลขนาดเล็กประมาณ 1-2 ซม. เพื่อเอาไขมันส่วนเกินออกและสร้างชั้นตา
ข้อดี: แผลเล็ก บวมน้อยกว่าแบบกรีดยาว และชั้นตาอยู่ถาวรกว่าแบบเย็บจุด
-
เทคนิคกรีดยาว (Full Incision): * เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหนังตาตกเยอะ ตาหย่อนคล้อย หรือมีไขมันเปลือกตาหนา
ข้อดี: แพทย์สามารถตัดแต่งหนังตาและไขมันส่วนเกินออกได้เต็มที่ แก้ไขปัญหาตาได้ครอบคลุมที่สุด
-
การเปิดหัวตา / หางตา: * มักทำควบคู่กับการทำตาสองชั้น เพื่อให้ดวงตาดูโต ยาว และหวานขึ้น ช่วยแก้ปัญหาตาดูดุหรือตาเล็กได้ดี

8 ข้อปฏิบัติหลังทำตาสองชั้น (ให้แผลสวย ไม่บวมนาน)

-
ประคบเย็นทันที: ใน 48 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นบ่อยๆ เพื่อลดอาการบวมและเลือดออกใต้ผิวหนัง
-
นอนหนุนหมอนสูง: เช่นเดียวกับการศัลยกรรมอื่นๆ การนอนให้ศีรษะอยู่สูงกว่าหน้าอกจะช่วยลดอาการบวมได้ไวขึ้น
-
ดูแลแผลให้สะอาด: ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดคราบเลือดหรือสิ่งสกปรกบริเวณแผลอย่างเบามือ (ห้ามถูแผลเด็ดขาด)
-
งดใช้สายตาให้น้อยลง: ในช่วง 1-3 วันแรก ควรพักสายตาจากการจ้องหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ เพื่อลดการระคายเคือง
-
ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด: เพราะอาจทำให้ไหมหลุดหรือแผลแยกได้ ซึ่งจะส่งผลต่อรูปทรงของชั้นตาในระยะยาว
-
งดใส่คอนแทคเลนส์: แนะนำให้ใส่แว่นสายตาแทนในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อเลี่ยงการดึงหรือสัมผัสเปลือกตา
-
เลี่ยงการแต่งตา: จนกว่าแผลจะแห้งและตัดไหมเรียบร้อย (ปกติประมาณ 7-10 วัน) เพื่อป้องกันเครื่องสำอางเข้าแผล
-
ทานยาลดบวมและยาฆ่าเชื้อ: ทานให้ครบตามที่แพทย์สั่ง และห้ามใช้ยาอื่นนอกเหนือจากที่แพทย์แนะนำ

คำถามยอดฮิต (FAQ)
Q : ทำตาสองชั้นเจ็บไหม?
A : ระหว่างทำจะมีการฉีดยาชา หรือดมยาสลบเบาๆ ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บครับ จะมีเพียงความรู้สึกตึงๆ หลังยาชาหมดฤทธิ์เท่านั้น
Q : กี่วันถึงจะสวย?
A : โดยทั่วไปจะบวมมากในช่วง 3 วันแรก และจะค่อยๆ ยุบลงจนเห็นทรงชัดเจนใน 1-3 เดือนครับ
Q : ศัลยกรรมตาใช้เวลาผ่าตัดนานไหม?
A : โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเทคนิคและความซับซ้อนของเคส
Q : แผลผ่าตัดจะเห็นชัดไหม?
A : โดยทั่วไปแผลจะซ่อนอยู่ตามแนวชั้นตา เมื่อแผลหายดีจะเห็นไม่ชัด
Q : ศัลยกรรมตาปลอดภัยหรือไม่?
A : หากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน จะมีความปลอดภัยสูง และได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับใบหน้า
Q : หลังทำตาสามารถแต่งหน้าได้เมื่อไร?
A : ควรรอประมาณ 7–14 วัน หรือจนกว่าแผลจะปิดสนิทก่อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองและการติดเชื้อ
Q : อายุเท่าไรจึงสามารถทำศัลยกรรมตาได้?
A : โดยทั่วไปผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ หากมีโครงสร้างตาที่เหมาะสมและสุขภาพแข็งแรง
Q : คนที่มีหนังตาตกสามารถทำตาสองชั้นได้หรือไม่?
A : สามารถทำได้ โดยแพทย์อาจแนะนำการตัดหนังตาส่วนเกินร่วมด้วย เพื่อให้ชั้นตาชัดเจนและดูเป็นธรรมชาติ
Q : หลังทำตาสามารถออกกำลังกายได้เมื่อไร?
A : ควรงดการออกกำลังกายหนักประมาณ 2 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากในช่วงแรก























