Biostimulator
- SparkIdea
- Mar 9
- 2 min read

Biostimulator คืออะไร?
Biostimulator คือ สารฉีดที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและ
อีลาสตินตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น เต่งตึง และอ่อนเยาว์ การใช้ Biostimulator จึงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอก ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนานกว่าการเติมเต็มทั่วไป
Biostimulator ทำงานอย่างไร?
เมื่อฉีด Biostimulator เข้าสู่ใต้ชั้นผิว สารเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น "ตัวกระตุ้น" ให้เซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์หลักในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ผิวแน่นกระชับขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง และคุณภาพผิวโดยรวมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ข้อดีของ Biostimulator
ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเอง ทำให้ผิวฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งหรือเป็นก้อน
ผลลัพธ์ยาวนาน: เนื่องจากเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ผลลัพธ์จึงอยู่ได้นานกว่าสารเติมเต็มทั่วไป โดยอาจคงอยู่ได้นาน 1-2 ปี หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับชนิดของ Biostimulator และการดูแลรักษา
ปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม: นอกจากเรื่องความกระชับแล้ว ยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนกระชับขึ้น และดูมีสุขภาพดี
มีความปลอดภัย: สาร Biostimulator ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสารที่เข้ากันได้ดีกับร่างกายและสลายได้เอง
Biostimulator ยอดนิยม: เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ?
Biostimulator เป็นสารฉีดที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติของร่างกาย ทำให้ผิวฟื้นฟูจากภายในสู่ภายนอก ผลลัพธ์ที่ได้จึงดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนาน ในปัจจุบันมี Biostimulator หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีส่วนประกอบ กลไกการทำงาน และจุดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อให้คุณเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาผิวและความต้องการของคุณ
1. Sculptra (The Collagen Queen) "ต้นตำรับตัวแม่แห่งการสร้างคอลลาเจน"

สารสำคัญ: PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
ประเทศที่ผลิต: สหรัฐอเมริกา (ได้รับ US-FDA รายแรกของโลก)
จุดเด่น: ไม่ใช่ฟิลเลอร์ แต่เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Type 1) ขึ้นมาเองตามธรรมชาติได้สูงถึง 66%
เหมาะกับใคร: ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย หน้าตอบ ผิวฝ่อขาดความยืดหยุ่น ต้องการยกกระชับแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ยั่งยืน
ระยะเวลา: ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า 2 ปี (24 เดือน)
ความรู้สึก: ผิวจะค่อยๆ แน่นขึ้น หนาขึ้น และยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูหลอกตา
2. Radiesse (The Regeneration Expert) "ฟื้นฟูครบวงจร ทั้งคอลลาเจนและอีลาสติน"

สารสำคัญ: CaHA (Calcium Hydroxylapatite)
ประเทศที่ผลิต: เยอรมนี (Merz Aesthetics)
จุดเด่น: ทำงานแบบ Triple Effect คือ 1. เติมเต็มทันที 2. กระตุ้นคอลลาเจน 3. กระตุ้นอีลาสติน (ความเด้ง) และสารหล่อเลี้ยงผิว ทำให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นในหนึ่งเดียว
เหมาะกับใคร: คนที่ผิวบาง มีริ้วรอยเล็กๆ ทั่วหน้า (Fine lines) หรือต้องการให้มือ/คอ ดูเต่งตึงขึ้น
ระยะเวลา: อยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน
ความรู้สึก: ผิวดู "คุณภาพดี" ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผิวเด้งและมีความยืดหยุ่นสูง
3. Juvelook (The Hybrid Skin Booster)"งานผิวละเอียด รูขุมขนกริบ แบบสาวเกาหลี"

สารสำคัญ: PDLLA (Poly-DL-Lactic Acid) + HA (Hyaluronic Acid)
ประเทศที่ผลิต: เกาหลีใต้
จุดเด่น: เป็นลูกผสม (Hybrid) ที่รวมเอาความสามารถในการกระตุ้นคอลลาเจนของ PLLA เข้ากับความชุ่มชื้นของ HA โมเลกุลยาเล็กมากจนสามารถฉีดชั้นตื้นได้โดยไม่เป็นก้อน
เหมาะกับใคร: ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง หลุมสิว ผิวไม่เรียบเนียน และต้องการความกระจ่างใส
ระยะเวลา: อยู่ได้นานประมาณ 12 เดือน (แนะนำทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง)
4. Skinvive (The Internal Glow)"ฟิลเลอร์งานผิวตัวแรกที่เน้นความฉ่ำจากภายใน"

สารสำคัญ: Hyaluronic Acid (แบบโมเลกุลพิเศษสำหรับงานผิว)
ประเทศที่ผลิต: สหรัฐอเมริกา (แบรนด์เดียวกับ Juvederm)
จุดเด่น: ได้รับการรับรองว่าเป็น "Skin Quality Injectable" ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในชั้นหนังแท้โดยตรง ทำให้ผิวดูเงาวาวเหมือนทาสกินแคร์ตลอดเวลา
เหมาะกับใคร: คนผิวแห้งกร้าน แต่งหน้าไม่ติด หรือคนที่ต้องการผลลัพธ์ Glass Skin แบบเร่งด่วนแต่ดูแพง
ระยะเวลา: อยู่ได้นานประมาณ 6-9 เดือน จากการฉีดเพียงครั้งเดียว
5. Rejuran (The Skin Healer)"ซ่อมแซมเซลล์ผิวด้วยสารสกัด DNA ปลาแซลมอน"

สารสำคัญ: PN (Polynucleotide)
ประเทศที่ผลิต: เกาหลีใต้
จุดเด่น: เน้นการ "ซ่อมแซม" (Repair) เซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ช่วยลดการอักเสบ ปรับสมดุลผิว และทำให้ชั้นผิวหนาตัวขึ้นแข็งแรงขึ้น
เหมาะกับใคร: คนผิวแพ้ง่าย ผิวอ่อนแอจากมลภาวะ รอยแผลเป็นจากสิว หรือต้องการฟื้นฟูผิวรอบดวงตาที่เหนื่อยล้า
ระยะเวลา: อยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน (แนะนำฉีดซ้ำในช่วงแรกเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน)
การเตรียมตัวก่อนทำ Biostimulator
ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวและความเหมาะสม
แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทาน หรืออาหารเสริมที่ใช้
งดรับประทานยาบางชนิด เช่น แอสไพริน, NSAIDs (ยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่
สเตียรอยด์) วิตามินและอาหารเสริมบางชนิดที่อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนทำ (ตามคำแนะนำของแพทย์)
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนทำ
พักผ่อนให้เพียงพอก่อนวันทำหัตถการ
การดูแลหลังทำ Biostimulator
ประคบเย็น: ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก อาจมีการประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมหรือรอยช้ำที่อาจเกิดขึ้น
หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือนวดแรงๆ: งดการกด นวด หรือถูบริเวณที่ฉีดแรงๆ ในช่วง 1-2 วันแรก
นวดกระตุ้น (ในบางกรณี): แพทย์อาจแนะนำวิธีการนวดบริเวณที่ฉีดเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้สารกระจายตัวได้ดีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (ขึ้นอยู่กับชนิดของ Biostimulator)
หลีกเลี่ยงความร้อนสูง: งดการอบซาวน่า อบไอน้ำ เลเซอร์ หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดความร้อนสูงบริเวณที่ฉีด ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก: งดการออกกำลังกายที่หนักมากในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ช่วยให้กระบวนการทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
พบแพทย์ตามนัด: กลับมาพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อติดตามผลการรักษาและประเมินความก้าวหน้า





Comments